จิตที่มีความสุข คือจิตที่ปราศจากความหม่นหมอง เมื่อจิตไม่มีความหม่นหมองแล้ว จิตก็จะมีสุขอันปราศจากทุกข์ จิตที่ปราศจากทุกข์ นั่นคือจิตที่มนุษย์ทุกๆชีวิตในทุกชาติทุกศาสนาแสวงหามาโดยตลอด เพราะมนุษย์ทุกชีวิตล้วนแต่ต้องการความเป็นอิสรภาพ ความเป็นอิสระแห่งจิต นั้นแหละคือความสุขอันแท้จริง ความสุข จึงเป็นพลังภายในจิต อันหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบไม่ได้ เพราะไม่ใช่เป็นวัตถุภายนอก แต่เป็นภาวะจิตที่มีความสุข ความเบา ที่มองเข้าไปภายในเหมือนไม่มีอะไรมาปิดกั้นเลย ความเป็นอิสระแห่งจิตก็เช่นเดียวกัน เมื่อจิตมีอิสระแล้ว จิตก็มีพลังอันสดใสอยู่ข้างในจิต เป็นลักษณะของจิตที่มีความเบา อันหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบไม่ได้และไม่มีคำบรรยายใดๆที่จะเข้าถึงได้ หรืออาจจะกล่าวว่าเป็นภาวะจิตล้วนๆที่ไม่มีสิ่งใดมาเจือปนการที่มีจิตอิสระแล้ว จิตก็ทำหน้าที่ของจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีศักยภาพที่เหนือมนุษย์ธรรมดา นั่นคือจิตที่เข้าถึงแก่นธรรม เมื่อจิตเข้าถึงแก่นธรรมแล้ว จิตก็ไม่มีตัวตน การที่จิตไม่มีตัวตนแล้วนั้น จิตก็ไม่มีสิ่งใดมาเกาะติดได้ ไม่ว่าอารมณ์ภายนอกหรืออารมณ์ภายใน จิตที่เป็นอย่างนี้เรียกว่าจิตที่เหนือดี จิตที่เหนือชั่ว จิตที่เหนือเหตุผล ที่มนุษย์จะหาคำจำกัดความได้ ในลักษณะนี้เขาเรียกว่าจิตที่พ้นโลกมนุษย์ หรือ โคตรภูญาณ คือตัดขาดจากความเป็นมนุษย์ขึ้นสู่การเป็น อริยบุคคล โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “อิสระแห่งจิต” เล่ม ๑ หน้า ๖-๗ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17 ที่มาของภาพ กิจกรรมแจกของ"สายธารน้ำใจวัดป่าสู่ชาวดอยปี63"