เราจะแผ่เมตตาให้คนนั้น แต่ก่อนเราเคยรักเขา แต่บัดนี้เราเกลียดเขา ถามว่าพอจะแผ่เมตตาให้เขาได้ไหม ไม่ได้เพราะอะไร รักหรือเกลียดมันมากกว่ากัน บอกไม่ได้ ก็บอกได้ว่า ทั้งรัก ทั้งแค้น ถามว่าเกลียดอยู่ที่ไหน ไม่มีแต่มันเป็นสิ่งที่ฝังไว้ในจิต สิ่งที่ฝังไว้ในจิตนั้นเป็นรูปในจิต พอเป็นรูปในจิตนั้นก็คือ ไปยึดติดรูปแห่งจิตเป็นนามที่ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตน ทำไมเราไปยึดอยู่ รักแท้ย่อมแพ้สติ ถามว่ารักแท้มีไหม ไม่มี ถ้ามันมีสติ มันรู้ อ๋อ...ไม่ใช่ความรัก มันเป็นความหลง ถ้าเราเห็นสติ มันก็เห็นกระแส เห็นกระแสว่ามันไม่ใช่ความรัก มันเป็นความหลง มันจะถอนความหลงออกมาเป็นความรัก รักที่เมตตา รักอย่างพระพุทธเจ้าให้ความรักต่อกัน ไม่ใช่รักเมาอย่างคนเรา มนุษย์เราหรือสัตว์เดรัจฉานที่รักแล้วเมา ฆ่ากันตาย นั้นเพราะความหลงและเมาในกามคุณที่บีบ ตัดอนาคต ตัดชีวิต นั้นหนะคือ กามฉันทะ ที่มันมีนิวรณ์เข้าครอบ ๒ ชั้น ลุ่มหลง มัวเมา ก็คือจิตทั้งหมด นี่คือสภาพหรือสภาวะของจิตที่ไปยึด ที่ไปติด พอมันไปยึด ไปติด มันจะหาทางออกไม่ได้ มันจะรัดมากขึ้น รัดมากขึ้น รัดแน่นขึ้นๆๆ เหนี่ยวรั้งมากขึ้น ฉะนั้นพอเหนี่ยวรั้งมากขึ้น พอเรามาทำสมาธิ สมาธิไม่เกิด สมาธิไม่เกิด จิตไม่สงบ จิตมันฟุ้งซ่าน จิตมันสลดหดหู่ เซื่องซึม นั้นคือสภาวะของจิตที่ติดในนิวรณ์ ฉะนั้นมันจึงทำให้เกิดความไม่เจริญ นิวรณ์ คือ สิ่งที่ขวางกั้นไม่ให้จิตเจริญก้าวหน้าในเรื่องธรรมหรือปัญญา ฉะนั้นโยคีทั้งหลาย อุบายของการภาวนา การภาวนาคืออุบายที่ทำให้จิตมีกำลัง เมื่อจิตมีกำลังหยุดนิ่งได้ จิตก็จะมีสมาธิ เมื่อจิตมีสมาธิ จิตจะมีพลัง เมื่อจิตมีพลัง จิตย่อมเข้าสู่ความสงบ เมื่อจิตเข้าสู่ความสงบ จิตย่อมเป็นตัวของจิตเอง ไม่ถูกครอบงำด้วยนิวรณ์ พอจิตมันได้อย่างนั้น มันเป็นอิสระของตัวมันเองแล้ว มันก็จะเห็นสภาวะจิต เห็นอารมณ์ของจิต ว่าจิตยึดติดในกามฉันทะหรือไม่ ติดในกามฉันทะที่เป็นรูป หรือติดในเสียง หรือติดในความคิด หรือติดในความจำ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นนิวรณ์ที่ขวางกั้นจิตของเรา ไม่ให้บรรลุธรรม ไม่ให้เกิดปัญญาธรรม ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงว่า จงมีมหาสติ ให้มีสติมากขึ้น พอมีสติมากขึ้น จะรู้เท่าทันต่ออารมณ์ที่เกิด อารมณ์ใดที่เกิด เกิดความคิดก็รู้เท่าทัน ความคิดถึงอดีตก็รู้เท่าทัน ความคิดไปถึงอนาคตก็รู้เท่าทัน ท่านจึงว่า ขณะที่เราภาวนาหรือทำสมาธิ ตัดอดีต ละอนาคต เอาปัจจุบัน เอาปัจจุบันที่เรากระทำอยู่ขณะเนี้ย เช่น เราเดิน ก็ให้จิตอยู่ที่การเดิน การเดินอยู่ตรงไหน อยู่ที่ฝ่าเท้า จิตอยู่ที่เท้า ที่เดิน ที่เหยียบ ที่ยก ให้จิตอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา เมื่อจิตอยู่ตรงเท้าตลอดเวลา เรียกว่า เดินสมาธิหรือเดินจงกรม ไม่ใช่เดินคิด ไม่ใช่เดินไป คิดไป ไม่ใช่เดินไป สลดหดหู่ไป ไม่ใช่เดินไป ขี้เกียจไป ไม่ใช่เดินไป รำคาญไป ไม่ใช่เดินไป หงุดหงิดไป นั้นไม่เป็นสมาธิ นั้นเป็นนิวรณ์ นั้นคือตัวนิวรณ์ที่เดินไม่เห็นการเดิน จึงว่า เดินก็ไม่เห็นกาย เรียกว่า นิวรณ์ขวางกั้นไม่เห็นกาย ไม่เห็นเวทนา ไม่เห็นจิต ไม่เห็นธรรม เพราะมันกั้นแล้ว โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากธรรมบรรยายโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อ ครั้งที่ ๑๐๑ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ สนใจดูเพิ่มเติมได้ที่http://www.watpacharoenrat.org/youtube.php ที่มาของภาพ กิจกรรมสวดมนต์ทุกวันอาทิตย์วัดป่าเจริญราช