ฉะนั้นท่านเรียกว่าอุบายก็คือ การภาวนา ภาวนาให้จิตมันอยู่กับที่ เหมือนชาวนาผูกโคไว้ ไม่ให้มันไปกินข้าว กินข้าวของคนอื่น ผูกไว้ เอาเชือกผูกไว้ การภาวนาเหมือนผูกเชือก ผูกจิตไว้ในเบื้องต้น พอได้แล้ว จิตมันนิ่งแล้ว พอจิตมันนิ่งแล้ว มันเชื่องแล้วก็ปล่อย ปล่อยแล้วก็กำหนด เมื่อกี้คำว่า ภาวนา นะ พอต่อมา พอจิตมันเชื่องแล้วก็กำหนดตามอาการ อาการยังไง อาการเมื่อย ก็ เมื่อยหนอๆ ปวด ก็ปวดหนอๆ หรือ พุทโธๆ รู้อยู่ๆ ยกขึ้นมาสู่วิปัสสนา ตรงที่ปวดหนอ เห็น การปวด เมื่อยหนอ เห็นการเมื่อย เบื่อหนอ เห็นการเบื่อ นี้คือตัววิปัสสนา นี้คือตัววิปัสสนา แต่ถ้าปวดรู้อย่างเดียวแต่ไม่เห็น ก็ไม่เห็นวิปัสสนา รู้แต่ปวด พุทโธ รู้อยู่เห็นอยู่ ท่านยกขึ้นมาสู่วิปัสสนา เห็นอาการปวด ปวดเบา ปวดหนัก ปวดจนร้อน หรือเบาๆๆ เห็นเบาๆอยู่ สุขอยู่ๆๆ พุทโธ นั้นก็พุทโธต่อไป เอา...ลมเข้ามันยาว มันสั้น พุท เข้า มันยาวหรือมันสั้น ก็เห็นว่ามันยาว มันสั้น เห็นอาการของลมที่มันยาว มันสั้น เห็นอาการของลมที่มันเบา มันหนัก เห็นอาการของลมที่มันร้อน ที่มันเย็น นั้นคือเห็นวิปัสสนาที่ในรูปของภาวนา ในรูปของภาวนา ไม่ได้เห็นด้วยความคิดเอา ถ้าเห็นด้วยความคิดเอา เห็นแล้วก็เป็นทุกข์ เห็นแล้วก็เป็นทุกข์ วุ่นวาย ถ้าเห็นด้วยการภาวนา เห็นทุกข์แล้วคลายทุกข์ ไม่วิตกทุกข์ นั้นมันเห็นต่างกับรู้เห็น เห็นด้วยสภาวะ มันเห็นแล้วปล่อยทุกข์ คลายทุกข์ ไม่วิตกทุกข์ แต่ถ้าเห็นด้วยความคิด มันวิตกทุกข์ วุ่นวาย นั้นเห็นของ นักกรรมฐานกับนักวิชาการหรือนักพูด ผู้ที่เห็นแล้ว ผู้ที่ได้แล้ว มันจะมีคำตอบสั้นลงๆๆทุกขณะ โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากธรรมบรรยายโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อ ครั้งที่ ๑๐๑ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ สนใจดูเพิ่มเติมได้ที่http://www.watpacharoenrat.org/youtube.php