การที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้กล่าวพุทธพจน์นี้ออกมาให้กับภิกษุทั้ง หลาย และผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ได้รู้ว่าในการตามรู้ ดูสภาวธรรมที่เกิดขึ้นอยู่ อันเป็นไปตามความเป็นจริง เมื่อภิกษุทั้งหลายในพระพุทธศาสนานี้ ยังตามรู้ ตามดู ตามเห็นสภาวธรรมนี้อยู่อันนั้นแหละชื่อว่าเป็นการรู้และการตัดรากแห่งนิวรณธรรมห้าประการ นิวรณธรรมห้าประการ ซึ่งหมายความว่าสิ่งที่ขวางกันไม่ให้จิตใจของเราไปสู่เป้าหมายหรือบรรลุธรรมได้ ที่เรียกกันว่านิวรณ์ห้าประการ การที่เราตามดู ตามรู้ สภาวธรรมอยู่ทุกขณะ หรืออยู่เนืองๆพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าการตามรู้ดูสภาวธรรมนั้นอยู่ เป็นการที่จะทำให้เรานั้น ได้พ้นจากนิวรณธรรมห้าประการ อันที่จะตัดรากถอนโคนของสิ่งที่มาขวางกันจิตใจเรา ไม่ให้เราไปถึงดวงดาวได้ ฉะนั้นในภาวะของการปฏิบัติ ทุกขณะ ทุกอารมณ์ ทุกจังหวะทุกท่วงทีที่เราเดินไป จิตของเรานั้นย่อมอาศัยกายอยู่เสมอ เมื่อจิตใจที่อาศัยกายอยู่ สภาวะที่เกิดขึ้นกับกายก็ดี สภาวะที่เกิดขึ้นกับจิตใจก็ดีล้วนแต่เป็นสภาวะที่จะต้องศึกษาให้เกิดความเข้าใจการที่เราจะศึกษาให้เกิดความเข้าใจถ่องแท้ ต้องอาศัยอำนาจของสติ หากเราขาดซึ่งสติแล้วไซร้ สภาวธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏเพราะสติไม่มี การกำหนดพิจารณาก็ไม่เกิด เมื่อการกำหนดพิจารณาไม่เกิดแล้ว สภาวะใดก็ตามที่เกิดขึ้นในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด สภาวะนั้นก็เลื่อนลอยไหลไป ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วก็ทำให้เราไม่สามารถกำหนดสภาวะนั้นได้ว่าเป็นอย่างไรๆ ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย อุปมาเหมือนดั่งเด็กที่เกิดใหม่ไร้เดียงสา เด็กที่เกิดมาหรือเด็กที่มีชีวิตเป็นเด็กอยู่ ไม่รู้อนาคตไม่รู้อดีต ไม่ติดในอดีต ไม่ติดในอนาคต ทำปัจจุบันเท่านั้นพอ พอไม่พอใจอยากได้สิ่งใดก็ร้องไห้ ร้องไห้เรียกร้องเอา ฉันใดก็ฉันนั้น จิตของผู้ปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน จงทำจิตใจของเราเหมือนเด็ก เหมือนเด็กที่ไร้เดียงสา ไม่พะวงหลงละเมอในอดีต ไม่ติดเพ้อฝันในอนาคตเอาปัจจุบันเท่านั้นสำคัญกว่า การกำหนดจิตต่างๆ ไม่ต้องไปนึกคิดตัดภาวะความกังวล ความห่วงหาอาทรต่างๆทิ้งไป เอาปัจจุบันในการกำหนดอารมณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เท่านั้นพอ โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “หัวใจของกรรมฐาน” หน้า ๕๓ – ๕๔ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17