ตอนจบ “โอฆะ ๔ ห้วงน้ำแห่งกิเลส” ๓. ทิฏโฐฆะ โอฆะคือทิฏฐิ คำว่า ทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นโดยปกติเป็นคำกลางๆ คือไม่ความหมายว่าดีหรือชั่ว แต่เมื่อมาคำเดียวไม่มีคำอื่นต่อหน้าหรือหลัง ท่านหมายถึงความเห็นที่ไม่ดี ในที่นี้มีความหายไปในทางไม่ดีโดยตรง เพราะเป็นชื่อของกิเลส ความเห็นที่เป็นโอฆะ คือทิฏฐิ เช่น เห็นว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว ตรงนี้เป็นความเห็นผิดในจิตใจเป็นสำคัญ ทำให้ใจไหลไปตามอำนาจของทิฏฐิคือความเห็นผิดความทุกข์ก็จะเกิดทั้งแก่ตนและคนอื่น ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ๔. อวิชโชฆะ โอฆะคือวิชชาความเขลา ไม่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งหลาย ซึ่งท่านจัดเป็นอวิชชา ๘ ประการดังกล่าวแล้ว คือความรู้ไม่จริงในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไม่รู้จริงในเรื่องชีวิตในอดีต อนาคตกาล ทั้ง อดีตและอนาคตกาล และการไม่รู้ที่ธรรมทั้งหลาย เป็นปัจจัยของกันและกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ดับไป คือ ปฏิจจสมุปบาท คนที่ถูกห้วงน้ำคืออวิชชาพัดพาไป จะเป็นคนที่มีความหลง ความมัวเมา ไร้เหตุผล อยู่ในโลกสังสารวัฏฉะนั้นห้วงน้ำโอฆะนี้ เราทำลายได้ด้วยสติปัญญาของเรา ไม่ให้ปล่อยตัวเราไหลไปตามกิเลส หรือตกเป็นทาสของกิเลส พยายามประคองตัวเราไม่ให้ตกไปในกระแสน้ำ ให้ใช้ตัวปัญญาที่แท้จริงกำหนดอวิชชาให้หมดไป ท่านจึงเรียกว่า ให้รู้จักเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด อุปาทะ ฐีติ ภังคะรู้เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด เหมือนโยมรู้ลม ต้องรู้ลมเบื้องต้น ลมกลางลมที่สุด ในขบวนการดู อนาปานสติ ในการดูจิตก็เหมือนกัน ต้องรู้ต้นจิต ต้นจิตอยู่ตรงไหนละ ถ้าไม่รู้มันก็หาปลายที่สุดไม่ได้ต้องรู้ ต้นจิตกลางจิต ปลายจิต และที่สุดของจิต นั่นจึงเรียกว่า ดูจิต ที่ถูกขบวนการของจิต เห็นจิตในจิต นั่นในภาวะพระพุทธเจ้าวางหลักไว้ให้แล้ว ออกนอกหลักผิด ถ้าอยู่ในหลักก็มีโอกาส การปฏิบัตินั่นแหละถึงเรียกว่ายากก็ยากง่ายก็ง่าย บางคนมาถามว่า ปฏิบัติกี่ชั่วโมงกี่นาทีถึงจะได้บรรลุธรรมตอบไม่ได้ บางคนยังไม่ได้กำหนดอะไรมากมายเลย โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “หัวใจของกรรมฐาน” หน้า ๘๖ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17 ที่มาของภาพ กิจกรรมแจกของบนดอยทุกปีวัดป่าเจริญราช