วิธีกำหนดรู้สภาวะอารมณ์ให้ละเอียด สภาวจิตก็เช่นเดียวกัน หากเราตั้งใจและพยายามกำหนด มันต้องทำได้ มันได้ผลขึ้นมาทันที เมื่อมันได้ผลแล้วเราต้องรักษาผลที่เกิดขึ้นมานั้นไว้ เช่น เรามีความสุขก็ให้เรากำหนดสุขหนอ ๆ มันสบายก็ให้กำหนดสบายหนอๆ ดูความสุข ดูตัวที่มันสบาย อารมณ์สบายเป็นอย่างไร มันเย็นหรือมันร้อน นั่นคือการกำหนดให้รู้ลักษณะของอารมณ์ อาตมาใช้ภาษาธรรมดาง่ายๆไม่ใช่ภาษาธรรมะ เป็นภาษาที่ฟังง่าย ๆ อารมณ์ที่มันสบาย มันเย็น ให้กำหนดเย็นหนอ เมื่อใจมันเย็นแล้วก็ให้รู้ว่าอาการลักษณะเย็นเป็นอย่างนี้ เหมือนเราไปทานอาหารอร่อย ให้เรารู้ว่ารสอร่อยเป็นอย่างนี้ สิ่งนี้อร่อยหรือสิ่งนี้ไม่อร่อย การดูสภาวะของกายก็เช่นกัน กายมันปวดก็ดูลักษณะอาการของปวดเป็นอย่างไร อันนี้คงรู้กันไม่ต้องบอกลักษณะของมัน อาการนิ่งเป็นอย่างไร เรากำหนดอย่างไร หากมันนิ่งก็ให้กำหนดนิ่งหนอ ๆหากสภาวะมันเคว้งคว้างเวิ้งว้างเหมือนทะเลไม่มีคลื่นเหมือนอยู่ในป่าไม้ไม่มีลมพัด อย่าเพิ่งไปถอนอารมณ์นั้น ก็ดูสภาวะที่มันเคว้งคว้าง มันอึดอัดอย่างไร ก็กำหนดรู้หนอ ๆ รู้ว่ามันอึดอัดอยู่กำหนดอึดอัดหนอ ๆ อึดอัดแค่ไหน เราต้องดูให้ละเอียดว่าอึดอัดแค่คอ หรือมันอึดอัดไปถึงข้างล่าง พอพ้นตัวนี้แล้วมันหายไป เรากำหนดอะไรต่อไป ถ้ามีลมก็ดูลมต่อ ถ้าไม่มีลม ให้ดูที่พองยุบต่อ ถ้าไม่มีอะไรให้ดู ให้กำหนดนิ่งหนอๆต่อเนื่องกันไป กำหนดอย่าให้จิตว่าง อย่าไปหยุดชะงัก ถ้าเราหยุดชะงัก กิเลสจะมาแทรกทันที มันจะกระซิบข้าง ๆ หูว่า “เราไปนอนดีกว่า” ญาณพิเศษ คือ นิพพิทาญาณ คือความเบื่อหน่ายจะเกิดขึ้น ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันไม่เบื่อหรอก แต่อารมณ์อึดอัดเกิดขึ้น เมื่อกลับไปนอนที่กุฏิ กลายเป็นนอนไม่หลับ ลืมตาใสแป๋วขึ้นมา แต่พอกลับมานั่งกรรมฐานความง่วงเริ่มมาแล้ว เพราะอากาศข้างนอกร้อนอบอ้าว เมื่อเข้าห้องปรับอากาศ สภาวะอากาศมันเปลี่ยน อุณหภูมิในร่างกายมันเริ่มค่อยๆเย็น เหมือนอากาศเย็นแหวกซึมเข้าไปในผิวกาย พอเย็นปั๊บหนุมานก็หาวกินดาวกินเดือน มันก็เริ่มสัปหงก เพราะ ตัวถีนมิทธะ เข้ามา คือตัวง่วงนอน นี่คือระบบการถ่ายเทของธาตุภายในและธาตุภายนอก มันซึมซับแทรกเข้าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “อิสระแห่งจิต” เล่ม ๒ หน้า ๓๑-๓๒ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17