ครั้งพุทธกาลมี พระบวชใหม่ซึ่งเป็นลูกของ คหบดีมีอันจะกิน พอบวชแล้ว ลูกชายบวช พ่อก็ไปสร้างกุฏิซะอย่างดีเลย เอาเตียงเข้าไป เอาที่นอนเข้าไปสูงๆเป็นผูก ถ้าปัจจุบันก็จะขนที่หลับที่ นอน พร้อมทั้งแอร์ตู้เย็น โทรทัศน์พัดลม ครบพร้อมเลยให้ลูก คิดว่าลูก จะได้เต็มที่สบายได้บุญเยอะๆ นั่นละคือความเข้าใจผิด เพราะว่าครั้ง พุทธกาลนั้น การเป็นอยู่ก็ฝืดเคืองการปฏิบัติธรรมก็ลำบากต้องปฏิบัติ ที่ป่าพระพุทธเจ้าท่านจึงบอกว่าโน้นเรือนว่างโน้นโคลนไม้ โน้นเงื้อมผาโน้นป่าช้า ให้คนไปปฏิบัติแต่นี่เรามานี้ถือว่าดีไม่ต้องไปอย่างนั้น ยุง ก็ไม่กัด มดก็ไม่มีทำให้ดีเต็มที่ เท่านั้น อานิสงส์ก็จะเกิด นี่คือภาวะใน การปฏิบัติธรรมของผู้ที่อยู่ในครั้งพุทธกาล เมื่อมาถึงภาระที่เราปฏิบัติ กำจัด ขจัดตัวภาระที่มีอยู่ในระยะเวลาเจ็ดวันของเราให้เต็มที่ เมื่อเราเสียสละเวลามาแล้ว เราก็ทำให้เต็มที่ เวลาการเดินจง กรม การยืนสมาธิการนั่งสมาธิเอาให้เต็มที่ไม่ให้เสียเวลา เพราะเวลา เป็นเงินเป็นทอง เวลาคือนาทีทองของชีวิต แป๊บเดียวเราเกิด แป๊บเดียว เราตาย บอกไม่ได้ว่าเวลาไหนมันไหว เพราะมันติดตามตัวเราเป็นเงา ตามตัวตลอดเวลา โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “หัวใจของกรรมฐาน” หน้า ๖ – ๗ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17 ที่มาของภาพ วัดป่าเจริญราช