วิธีการที่เราจะต้องเอาตัวเราให้รอดพ้นจากภาวะอยู่ในห่วงโซ่แห่งกรรม ต้องหาวิธีการที่จะมาเรียกว่า อวิชชา ย้อนขึ้นมาให้เราได้รู้ได้เห็น ห่วง โซที่เกิดขึ้นในชีวิตทั้งหลายทั้งมวล เราเกิดมาเพราะเราไม่รู้ เรียกว่า “อวิชชา” เมื่ออวิชชาปิดบังตาขึ้นมา ทำให้เกิดสังขารปรุงแต่ง ให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้ปรุงแต่งให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยปรุง แต่งให้เกิด นาม รูป เมื่อมีนามรูป จึงเป็นปัจจัยให้เกิด สฬายตนะ หรือ อายตนะ เมื่อมีอายตนะ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ เมื่อเกิดผัสสะ ก็เกิดเวทนา ชอบใจไม่ชอบใจ ทุกข์ ไม่สุข ทุกข์รู้จักไหมเขาเรียกว่าเป็น เวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ความทะเยอทะยานอยากได้มา อยากครอบครอง ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน การยึดมั่น ถือมั่น อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ ภพเป็นสภาวะของการเกิดชาติ ชาติเป็น ปัจจัยให้เราเกิด ชรา เกิดความแก่ ชราเป็นปัจจัยให้เกิด มรณะ มรณะ เป็นปัจจัยให้เกิด โศกะ ความโศกโศกาอาดูร ปริเทวะ, ทุกข์, โทมนัส, อุ ปายาส เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เรียกว่า ตกอยู่ใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นมาเราเป็นอย่างนี้อยู่ตลอดอยู่ร่ำไป ร้องไห้ ดีใจ เสียใจ ดีใจ เสียใจ ร้องไห้ วนเวียนอย่างนี้อยู่ตลอดทุกภพทุกชาติ ไม่รู้ว่าเป็นมากี่ ภพกี่ชาติแล้ว แล้วมาชาตินี้ยังชอบอีก ยังรักอีก แล้วก็ยังตกป็นเฉลย ต่อไป ตกเป็นทาสต่อไป โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “หัวใจของกรรมฐาน” หน้า ๑๗๔ – ๑๗๕ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17 ที่มาของภาพ วัดป่าเจริญราช