สภาวจิตหลุดพ้น..สุคติย่อมเป็นที่หวัง ในที่สุดฉันใดก็ฉันนั้น หากผู้ปฏิบัติกำหนดรู้สภาวะ รู้ว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่ ขณะนี้กำลังนั่งสมาธิภาวนาหรือขณะนี้กำหนดอิริยาบถใด รู้สภาวะตามความเป็นจริงของกาย รู้สภาวะความเป็นจริงของจิต หรือรูปนามขันธ์ ๕ และของจิตที่ไม่ได้ตกแต่ง เมื่อเรารู้อย่างนี้ รู้สภาวธรรม รู้สภาวทุกข์ สติมันจะคอยสกัดกั้นสิ่งที่จะทำให้ใจมัวหมองและเศร้าหมอง สิ่งที่มันจะดึงใจให้ตกหลุมห้วงเหวแห่งทุกข์ อันนี้เป็นทุกข์ที่มองไม่เห็นฝั่ง ทำให้สามารถเห็นทุกขัง ทุกข์ที่เป็นมลภาวะทุกข์ทั้งชีวิต เขาเรียกว่าเกิดก็มืด อยู่ก็มืด ไปก็ยิ่งมืดอีกเรียกว่า ตโม ตมปรายโน เมื่อมืดมาแล้ว ก็จะทำวิถีชีวิตหรือทำจิตให้มืดบอดไปด้วย แต่วิธีที่จะไม่ให้มืดบอด คือการสร้างสติหรือเสริมสติคือการภาวนา การกำหนดสภาวะต่างๆ โดยสติที่เรียกว่าสัมมาสติเท่านั้น จึงจะได้ชื่อว่าเป็นการฉุดกระชากลากดึงสภาวจิต สภาวะกายให้หลุดออกจากห้วงเหวนรก อันเป็นหลุมดำที่ทำให้ชีวิตมืดมน เมื่อดึงสภาวจิตหลุดพ้น ขึ้นมาได้สุคติย่อมเป็นที่หวัง อยู่ก็เป็นสุข นั่งก็เป็นสุข กำหนดสภาวะต่างๆ ได้อย่างแจ่มแจ้ง จิตตื่น จิตนุ่มนวลทันแก่การงาน ควรแก่งานเสมอ นั่นคือเรียกว่าปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐานสูตร การกล่าวธรรมเกิดแก่สติ การเสริมสร้างสติ และการปกป้องรักษาจิต การไถ่ถอนจิตออกจากสภาพบาปกรรมทั้งปวง คิดว่าพอสมควรแก่เวลา ในท้ายที่สุดนี้ “ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ, ธมฺมธารี สุขํ เสติ” ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมให้เกิดความสุขฉันใดก็ฉันนั้น อาตมาภาพขออนุโมทนาแห่งบุญคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ จงปกป้องรักษาญาติโยมสาธุชนทั้งหลายให้ผู้ประพฤติปฏิบัติให้สมควรแก่การเข้าสู่มรรคผลนิพพานให้เร็วพลันเทอญ โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “อิสระแห่งจิต” เล่ม ๑ หน้า ๘๑ -๘๒ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17