คราวนี้เราอย่าเคร่งเครียด ดูก่อนทำไมจิตเป็นอย่างนั้น นั่งดูอาการที่มันเป็น อาการที่มันเกิดขึ้น ทำไมมันเป็นอย่างนั้น เราดูให้ละเอียดลึก ดูไปๆ ลืมดูเขาแสดงละครชีวิต ละครในฉากของจิตเรา จิตเรามันมีตัวละครมากมายเลย ไม่รู้จะแสดงอะไรบ้าง แต่เราจะเป็นผู้แสดง เราเป็นแต่เพียงผู้ดูคนเขาแสดงละคร มันจะแสดงเป็นตัวโกง เป็นพระเอก เป็นนางเอก เป็นเสนา เป็นอำมาตย์ เป็นเจ้าพระยา เป็นหญิง เป็นชายก็ช่าง เราเป็นผู้ดูบทละคร ดูเขาแสดง พอดูแสดงแล้วก็ผ่านไป เหมือนเราไปดูละครเวทีต่างๆ ดูจบแล้วก็จบไป แต่บางคนไม่จบ ยังเอาละครนั้นมาพูดพร่ำรำพันอยู่ บางทีก็มานั่งร้องไห้สงสาร ตัวละคร แต่คนแสดงละครเค้าก็จบไปแล้ว ไปแล้ว ทำมาหากินต่อ ไอ้คนที่ดูละคร โอ้โห...มานั่งเศร้า เหงา เหมือนหมาเหงาเลย ทำอะไรไม่ได้ นั้นแหละเรียกว่า นิวรณ์เข้ามาคลึงเคล้ากับอารมณ์ พอนิวรณ์เข้าคลึงเคล้ากับอารมณ์ ตัวปัญญาไม่เกิด มันไม่เห็นความจริง พอไม่เห็นความจริง มันก็งงอยู่ตรงนั้นแหละ โง่งมจนกระทั่งอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ติดอยู่ตรงนั้นแหละ ออกไม่ได้ ก็วนอยู่ในวัฏฏะทุกข์ ในสังสารวัฏนั้น พระท่านว่าพอเราเห็นสภาวะตัวจิตมันเกิดขึ้น พอจิตเกิดขึ้นปุ๊บไปเห็นความสงบ สมาธิมันมา ความสงบเกิดขึ้นปุ๊บ จากการที่เราภาวนาบ่อยๆๆๆๆๆ ไม่เผลอสติ พอมันเกิดภาวะของตัวสติ สมาธิมาปุ๊บ ตัวสัมปชัญญะมาปุ๊บ รู้เท่าทันว่า อ๋อ...ขณะนี้จิตมันกำลังเกิดความพยาบาท เกิดความอาฆาตอยู่ อาฆาตใคร พยาบาทใคร ไม่รู้ ไม่รู้คืออะไร โง่ไหม โง่ เราโกรธเขา เขารู้จักกับเราไหม เราโกรธเขา ไม่รู้ ใครโง่ จิตมันโง่เอง มันก็ปล่อยวาง นั้นรู้เท่าทันอารมณ์ที่มันเกิด รู้เท่าทันอารมณ์ที่มันตั้งอยู่ รู้เท่าทันอารมณ์ที่มันดับลง จึงจะตัดกระแสนิวรณ์นี้ได้ ถ้ารู้ไม่เท่าทัน ตัดกระแสไม่ได้ อะวัดไม่มี ไม่ได้จ่ายเงินค่าไฟ ค่าน้ำ ใช่ไหม ฉันไม่รู้ เค้าได้จ่ายหรือไม่จ่าย ก็ตัดไม่ได้ พอบอกไม่จ่าย ตัดได้ ไฟไม่มา น้ำไม่ไหล เหมือนกัน เราไม่รู้ เราไม่ตัด พอเรารู้ทันปุ๊บ มันก็ตัดปุ๊บทันทีโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องหาอาวุธ หาเครื่องมือมาตัด แต่สร้างจิตขึ้นมา เครื่องมือคือจิต คือสติสัมปชัญญะ เป็นตัวตัดละนิวรณ์ พอตัดพยาบาทได้ มันก็จะมีอีกตัวหนึ่ง ความง่วงเหงาหาวนอนเซื่องซึม คือ ตัวถีนมิทธะ เมื่อตัดตัวหนึ่งได้ ตัวสองได้ ตัวสามก็จะไม่เกิด เมื่อโยคีตัดตัวหนึ่งไม่ได้ ตัวหนึ่งเกิด ตัวสองเกิด ตัวสามเกิด ตัวสี่เกิด ตัวห้าเกิดตามมาเป็นขบวนการ สุดท้ายเราแพ้ ยกธงขาวแพ้เลย เพราะอะไร มันกำหนดไม่ได้ ภาวนาไม่อยู่ พอพยาบาทเกิดขึ้น จิตจึงหงุดหงิด งุ่นง่าน ฟึดฟัด งึดงัด มันก็จะทำให้เกิดความเซื่องซึม ทำเต็มที่ เดินเต็มที่ ทำไมไม่ได้ ทำไมเป็นอย่างนี้ เอา...ตายเป็นตาย นั่ง เบ่งลมเข้า เบ่งลมออก อัดลมเข้า เบ่งลมออกอยู่นั่นแหละ สุดท้ายเป็นไง ท้องแตก ลมเข้า เมามึนหัว ปวดหัว ปวดตัว โอโห...ทรมาน นั้นแหละ ไม่ได้ ต้องคลาย รีแลกซ์ ผ่อนคลาย โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากธรรมบรรยายโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อ ครั้งที่ ๑๐๑ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ สนใจดูเพิ่มเติมได้ที่http://www.watpacharoenrat.org/youtube.php ที่มาของภาพ ผู้ปฎิบัติธรรมวัดป่าเจริญราช