ใน อุทยัพพยญาณ เห็นการเกิดการดับอย่างถี่ยิบๆๆๆๆขึ้นมาเลย คือ ภาวะ ตา บางทีไม่หลับตา ภาวะจิตมันดำเนินอยู่ก็เห็น เห็นทางจิตก็เห็น เห็นทางตาก็เห็น ตาเนื้อ เห็นทางตาที่ ๓ ก็เห็น ไออุ่นความรู้สึกเห็นหมด เห็นสภาวะในจิต วับๆๆๆๆขึ้นมาต่อเนื่อง อาการยุบๆๆๆ พองๆๆๆๆเกิดขึ้น อาการที่เราวูบๆๆๆๆ ง่วงๆๆ แต่เรานิ่ง นอนหลับแต่ไม่หลับ หลับที่กายแต่จิตมันไม่หลับ จิตไม่หลับและจิตมันทรงสมาธิ มันมีพลังของมันอยู่จิตตัวนี้แหละ จิตมันเกิดวิริยะจิต เกิดฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เกิดขึ้นต่อเนื่อง มีพลัง มีพละกำลังอันเข้มแข็ง มันไม่ง่วง ไม่หลับ แต่ว่ามันไม่ง่วง มันนั่งหลับ มันนอนไม่หลับแต่มันเหมือนหลับ นอนหลับ แต่มันเหมือนเราไม่หลับ ตื่นเหมือนไม่ตื่น ไม่มีกลางคืน ไม่มีกลางวัน พอๆกันทั้งหมด อาการอารมณ์เหล่านี้เป็นสภาวะที่ปรากฏขึ้นที่จิต เรียกว่า สภาวะจิต ที่ไปเห็น สภาวธรรม เราไม่หลับ ถึงเวลาก็ปฏิบัติได้ ไม่ง่วง ไม่เหนื่อย นี้คือ สภาวธรรมที่ปรากฏขึ้น เป็นพลังแห่งธรรม ถ้าเรากำหนดต่อเนื่องต่อไปๆๆอีกเรื่อยๆๆๆ มันก็จะเกิดสภาวะขึ้นมาให้เห็น เห็นการเกิดดับ เห็นว่าชีวิตมันไม่เที่ยง เห็นว่าภาวะนี้ มันไม่แน่นอน ต้องรีบประพฤติปฏิบัติ ต้องรีบเอา รีบทิ้งสิ่งที่ไม่ดี นั้นที่จิตมันจะไถ่ถอน มันจะละออกไป ละความเป็นคน ละความเห็นแก่ตัว แต่มันจะไปดำเนินไปสู่สภาวธรรม จิตมันหน่วงเหนี่ยวสู่อารมณ์บรมธรรม ตรงนี้แหละ โยคีถ้าเกิดความขยันหมั่นเพียรในการภาวนา มันจะมาถึงตรงนี้ แต่ถ้ามันมาไม่ถึง มันก็หนักอึ้งไปอีก เที่ยวหน้าเถอะ เที่ยวหน้าก็เหมือนเดิม เที่ยวหน้าอีกเถอะ เที่ยวหน้าหนักกว่าเดิม นั้นการทำสิ่งใดถ้าเราทำไปเบื้องต้น ทำได้แล้ว มันจะเบาบางไปข้างหน้า ถ้าทำเบื้องต้นมันหนัก ข้างหน้าก็จะหนักต่อนั้น ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ จึงเกิดขึ้น โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีระนนฺโท) จากธรรมบรรยายในโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อ ครั้งที่ ๕๗/๖ วันที่ ๖ มี.ค. ๒๕๕๗ สนใจดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=z0VbRQuad88