เมื่อสติเราอ่อน จิตก็คิดไปในทางที่เป็นอกุศลหรือเป็นบาป ทางที่นำไปสู่ความเป็นบาป เช่น เรานั่งตำหนิคนอื่น มันก็เป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ สภาวะเล็กน้อย เห็นจุดอ่อน จุดดำของคนอื่น ในจุดหนึ่ง เป็นจุดเล็กน้อย มันก็จะนำไปสู่การเป็นจุดใหญ่ และหลายๆจุด เพิ่มขึ้น ถามว่า ขณะนั้นอะไรเกิดขึ้นที่จิตเรา หรือเกิดขึ้นที่จิตคนที่เรามองดูอยู่ ความดำมืดมันก็เกิดขึ้นที่จิตคนที่เรามอง หรือเกิดขึ้นที่จิตของตัวเราเอง ถ้าโยคีสติไม่ดี ไม่รู้เท่าทัน ก็จะมองเห็นแต่คนข้างนอกว่า อ่อ คนนั้นมีจุดอ่อน จุด บอด จุดดำ แต่ลืมมองดูว่าจิตเรามันดำก่อนที่เราจะไปเห็นคนอื่นดำ ฉันใดก็ดี อารมณ์ของจิต ที่ตัวสติไม่สืบต่อเนื่องให้ชัดเจน มันก็จะดึงเราให้หลงทางไปเรื่อยๆ ว่าใช่ ใช่ทุกอย่างที่เรารู้ แต่สิ่งที่เรารู้ทุกอย่างกลับ ไม่ใช่ ฉะนั้นให้มีสติ มีวิริยะ มีสัมปชัญญะ เข้าไปตามดูตามรู้ตลอดแนว ว่าจิตมันเป็นอย่างไร มันดิ้นรนกวัดแกว่งอย่างไร อุปมาเหมือนน้ำที่มีตะกอนอยู่ในแก้ว เมื่อน้ำนิ่ง ตกตะกอน ก็จะปรากฎฉันใด จิตหรือสติสัมปชัญญะของเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อมันรู้ตัวทั่วพร้อม ก็ย่อมมองเห็นว่า โคลนตมที่อยู่ข้างล่างแก้ว ยังมีอยู่ แต่ถ้าตัวสติสัมปชัญญะ ไม่เข้มแข็ง ไม่ต่อเนื่อง ก็จะไม่เห็นโคลนที่อยู่ก้นแก้ว ก็จะกลายเป็นว่า เรามาทำสมาธิเฉย เรียกอีกอย่างว่า สมาธิหัวตอ นั่งเฉย ไม่กำหนด ไม่ภาวนาอะไรทั้งสิ้น นั่นแหล่ะ มันเป็นสมาธิหัวตอ พอเป็นสมาธิหัวตอ ถามว่ามันเกิดอะไร มันก็เป็นสมาธิไม่รู้เรื่อง อารมณ์ของสมาธิเป็นอย่างไร ไม่รู้ พอตัวไม่รู้เกิดขึ้น นั่นคือสภาวะที่เรียกว่า อวิชชา อวิชชา ถ้าแปลจริงๆ ภาษาเราก็คือโง่ เพราะเราไม่รู้ครบทุกสิ่ง ฉะนั้นคำว่าโง่ ไม่ใช่คำที่น่าเกลียด คำว่าโง่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวของทุกคน เพราะเราไม่รู้ทั้งหมด ผู้ที่ไม่โง่ คือพระอริยเจ้า รู้ทุกอย่าง รู้ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องลึก รู้ทั้งการเกิด และการนำไปเกิด โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีระนนฺโท) จากธรรมบรรยายในโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อ ครั้งที่ ๘๙/๓ วันที่ ๓ พ.ค. ๒๕๖๐ สนใจดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=hyZKRK2Ewlg