เอ้า...มันไม่ได้ใช่ไหม บัลลังก์นี้ไม่ได้ เอาใหม่ เอาบัลลังก์ใหม่ ค่อยๆนั่ง ยังไม่ต้องภาวนา นั่งตัวตรงๆ สำรวมดู รูปนั่งก่อนให้เรียบร้อย เรานั่งดีแล้วนะ ตัวตรงดีแล้วนะ หลังตรง คอตรง หน้าตรงแล้วนะ คราวนี้ก็ค่อยประคองดูความรู้สึกของกาย เรานั่งตรงแล้ว พอตรงแล้วทำไง ก็ดูประคองไว้สักระยะหนึ่ง เราจะภาวนานะ จะภาวนาอะไร ก็ภาวนาตามที่เราเคยภาวนา จะพุทโธก็พุทโธ ดูไป ดูลมเข้า ลมออก หรืออาณาปานสติก็ดูลมเข้า ดูลมออก ให้ต่อเนื่อง ไม่ต้องเอาความคิดไปใส่ พองหนอ ยุบหนอ ก็ดูอาการที่พอง ที่ยุบ ถ้ามันไม่มีก็เอามือจับไว้ มันพองไหม กระเพื่อมไหม ถ้าไม่กระเพื่อม นอนดู ไปนอนดู จับดู ดูมันอยู่ตรงไหน ฐานอยู่ตรงไหน ให้รู้ฐาน รู้ที่ พอรู้ฐาน รู้ที่ ก็จะรู้ที่จะกำหนด รู้จักที่ภาวนา มันก็จะเริ่มต้นสตาร์ทไปได้ ถ้าเราไม่รู้ฐาน รู้ที่ มันสตาร์ท ไม่รู้จะสตาร์ทตรงไหน ไปไหนหละ เมามึนเลย สุดท้ายไม่ได้ ให้มันรู้จุด รู้ฐาน พอเรารู้จุด รู้ฐาน ก็ค่อยๆไป ไม่ต้องรีบร้อน แต่เราทำไม่หยุด เราทำไม่หยุด ทำไป สังเกตไป คอยสังเกตอาการคอยสังเกต ดูจิต ดูกาย ดูจิต ดูกาย ดูจิตไป พอมันดูไป พอมันอยากให้มันกระชับ ให้มันมีความมั่นคง ก็ภาวนา ใส่คำภาวนาเข้าไป ให้มันมั่นคง เข้มแข็ง ไม่ให้จิตมันลอยเคว้งคว้าง พองหนอ ยุบหนอ พองหนอ ยุบหนอ พองหนอ ดูเห็นท้องพอง ท้องยุบ ท้องพองยุบ เห็นกายใน เห็นกายนอก กายในก็เห็นอะไร เห็นพอง เห็นยุบ เห็นกายใน กายนอก กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นกายใน กายนอก มีสติพิจารณากายใน กายนอก กายในก็คือ อาการที่พอง ใจที่รู้ว่าพองที่ยุบนั้นเป็นกายใน กายนอก อาการที่พอง ที่ยุบนั้นเป็นกายนอก เห็นใจที่เห็นอาการพองยุบนั้นเป็นกายใน เอ้า...พุธ ลมเข้า ลมเข้า...ลมออก ลมเข้า เป็นกายนอก ลมออก ลมเข้าเป็นกายนอก ใจที่เห็นลมเข้า ลมออก ใจที่เห็นเป็นกายใน นั้นเราเห็นนอก เห็นใน เห็นกายใน กายนอก กายใน กายนอก เห็นรูป เห็นนาม เห็นรูป เห็นนาม เนี้ย ง่ายๆ ไม่ได้ยาก เราเห็นมั้ย เห็น มีไหม มีทุกคน ความคิดเป็นอะไร ความคิดเป็นรูป รูปอะไร รูปนอก มันคิดเรื่องข้างนอกมาเป็นรูปนอก ข้างนอกๆๆ พอใจรู้ว่าคิดอะไร เป็นนาม เป็นนามอะไร เป็นนามใน นามใน นามนอก รูปใน รูปนอก เราวนอยู่ที่รูปใน รูปนอกอย่างนี้ เอ้อ...รูปไม่สวย รูปนอกไม่สวย รูปในก็ไม่สวย พอรูปนอกไม่สวย เอารูปใน อะไรวิตก ใจวิตกว่ารูปนอกไม่สวย ก็อะไรไม่สวยก่อน รูปในไม่สวยก่อน อะไรเบื่อก่อน รูปในเบื่อก่อน ค่อยมาเบื่อรูปนอกภายหลัง พอเบื่อรูปในเสร็จปั๊บ มานั่งกรรมฐาน รูปนอกนั่งไม่ได้ ก็เพราะมันเบื่อรูปใน ไม่เข้าใจรูปใน รูปนอก ฉะนั้นต้องทำความเข้าใจ โอ...ที่เราทำไม่ได้เพราะรูปในมันไม่เอา ใจมันไม่เอา ข้างในมันไม่เอา ทำไงจะให้มันเอา ปล่อยวางก่อน เคลียร์ก่อน ตกลงกันก่อน ว่าฉันมาเนี่ย จะทำสมาธินะ ไม่ใช่ข้างในมาแอนตี้สมาธินะ ฉันทำไม่ได้นะ ได้ ต้องตัดคำว่าไม่ได้ออก ทีละสิบนาที ยี่สิบนาที สามสิบนาทีขึ้นไป นั้นวิธีพัฒนาจิต มันมีอยู่แค่นี้ รูปนอก รูปใน กายใน กายนอก ก็คือรูปกับนาม กายกับรูป กายกับจิต มันนอกในอยู่เท่านี้ เรารู้ อ๋อ ...จิตมันไม่มีสิ่งอื่น ไอ้สิ่งที่มันเยอะแยะมากมายนั้นเพราะอะไร เราไปเรียกเขามา ไปชักชวนเขามาหมด จริงๆมันเพียงอันเดียว พอมันรู้เท่าทันปุ๊บ ตัวถีนมิทธะ ความเซื่องซึม งงๆ มึนๆอยู่เนี่ยก็คลายออก พอคลายออกหมด สมาธิก็ตั้งมั่น สมาธิตั้งมั่น จิตมันตื่น เห็นอาการพองยุบ เห็นพุท เห็นโธ เห็นลมเข้า เห็นลมออก ชัดเจน เบากาย เบาจิต เป็นสมาธิแล้ว ง่ายไหม ง่าย ต้องทำให้ได้นา แค่นี้ ไม่ต้องไปวิตกกังวล อย่าไปตึงเครียด อย่าไปบังคับ ให้เป็นไปตามจังหวะ เป็นตามจังหวะแต่ไม่ใช่ว่า จังหวะฉันยังไม่มา ฉันนอนก่อน ไม่ได้นา ต้องทำไปจนมันเข้าจังหวะ เหมือนเด็กฝึกรำ ฝึกร้อง ดนตรีมา เค้าก็ฝึกเต้นไป เต้นมา ตอนแรกก็เต้นไม่ถูกหรอก พอฟังไป ฟังมา ก็ได้จังหวะเข้า เราเดินบ่อยๆ ลุกขึ้นเดินจงกรม โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากธรรมบรรยายโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อ ครั้งที่ ๑๐๑ เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๑ สนใจดูเพิ่มเติมได้ที่http://www.watpacharoenrat.org/youtube.php ที่มาของภาพ