บางคนที่เคยทำแท้ง หรือช่วยคนอื่นทำแท้ง เมื่อสภาวะจิตสงบขึ้น มันจะนำไปสู่ความเป็นนิมิต เป็นภาวะกรรมนิมิต หรือจิตนิมิต ที่เราไม่ได้คิดหรือปรุงแต่งขึ้นมาเอง มันผุดขึ้นมาเป็นโอปปาติกะแห่งจิต เป็นนิมิตขึ้นมา ปรากฎขึ้นเป็นลูกน้อย หรือเด็กชายหญิงก็ตามโผล่ขึ้นมา เหลือกตาถลนใส่เรา หรือเป็นสัตว์ ที่มันจะกัด หรือจะทำร้ายเรา เราก็กำหนด ดูเข้าไป ภาวนาเข้าไป รู้หนอๆ น้อมจิตให้เป็นเมตตาส่งบุญให้เขาไป เรียกว่า แผ่เมตตาให้เขา หรือเราไม่น้อมในขณะนั้น พอทำกรรมฐานบัลลังก์นี้เสร็จ ก็แผ่เมตตาให้เขา จำภาพนั้นได้ ถึงไม่จำ มันก็จำติดตา ติดใจ นั่นคือภาวะรูปภายใน ที่มาในลักษณะของนามธรรม ที่ไม่มีตัวตนให้แตะต้อง แต่ใจเเตะต้อง สัมผัสได้ บางคนเรียกว่า อภิสมานกาย ในหลักปฏิบัติเรียกสิ่งนี้ว่า กายละเอียด จนภาวะจิตที่เราเห็นนิมิต หน้าตาของคนที่เราเห็นนั้น จะค่อยๆ สดใส จากหน้าบึ้ง ตึงใส่ ก็ค่อยๆเบาบางขึ้น ค่อยๆยิ้มแย้ม แจ่มใส แล้วบอกว่า "อโหสิกรรม" วิบากกรรมนั้น ก็หมดไปจากเราหนึ่งข้อ คดีนั้นหมดไปหนึ่งคดีจบ จากการกำหนดเข้าไปในจิตถอนคดีตรงนี้ คดีแห่งกรรม อย่างอื่นมาอีก ก็ภาวนาต่อไป ต้องเอาของจริง ไม่ใช่สร้างมันขึ้นมา หรือปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง อันนั้นผิด ไม่ใช่่นิมิต ถึงได้บอกว่า อารมณ์ที่ชอบ ไม่ชอบ ให้กำหนดดูลงไป ต่อเนื่องลงไป อย่าถอย ให้มันจบ สุดลงไปทีละเรื่องๆ เหมือนเราดูละคร จบลงเป็นเรื่องๆไป โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากธรรมบรรยาย ในโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อ ครั้งที่ ๑๐๑ วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๑ รับชมและรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=y3pMb23zWKo ภาพประกอบ โยคีกำลังเดินจงกรม บริเวณด้านหน้า ศาลาปฏิบัติธรรม วัดป่าเจริญราช