ตามรู้อารมณ์กรรมฐาน!! ส่วนการเข้าสมาธิก็ค่อยๆเข้าลึกลงไปดิ่งลงไป ดูสภาวะที่มันดิ่งก็ดูไป หากมันจะแยกไปเราก็ดูที่มันแยกสภาวะ โดยให้ดูสภาวะที่มันมีอยู่ ที่มันเกิดขึ้นอยู่ เช่นหายใจเข้าออก ดูอาการพองยุบ อาการพองมันยาว แต่พออาการยุบ มันไม่เห็นอะไรเลย ก็ให้กำหนดรู้หนอ ถ้ามันกำหนดสภาวะไม่ทัน เราก็กำหนดรู้หนออย่างเดียว นั่นคือวิธีการที่จะตามอารมณ์ รู้อารมณ์ ปล่อยอารมณ์ เมื่อรู้แล้ว ให้เราปล่อยวางคือ การปลง นี่คือการทำกรรมฐาน ตามรู้อารมณ์ของกรรมฐาน ส่วนตามรู้อารมณ์ของการหายใจเข้าออก คืออานาปานสติเ หากราจับจุดแล้วมันไม่รู้อะไรเลย หายใจสูบเข้าสูบออกอย่างเดียว นั่นแหละกลายเป็นสมาธิหัวตอไป เราจะต้องมีสติรู้อารมณ์เข้าลึกถึงไหน ที่สุดของลมมันสุดถึงไหน ลมมันออกยาวไปสุดตรงไหน เขาให้ทำอย่างนี้ การกำหนดอานาปานสติจะถึงช่องกระบังลมและล้างตับได้ ดูลมมันเริ่มต้นเข้าไปยาวถึงไหน ออกไปถึงไหนให้เราจับยาวสั้น นี่คืออานาปานสติ คือมีสติรู้อยู่เสมอว่าลมเข้าออกตลอดเวลา เมื่อลมมันถึงท้อง เราจะมองเห็นพองยุบชัดเจน ตรงนี้คือการกำหนดรู้สภาวะทางกาย คือ กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน รู้กายในกายคือฐานลม ซึ่งการกำหนดต้องกำหนดที่ฐานจิต แต่อาศัยลมเป็นจุดกำหนด ลมมันเริ่มต้นตรงไหน ลมมันออกตรงไหน โดยมีองค์บริกรรมเป็นจุดพิจารณา มันปวดที่ขาให้กำหนดที่ขา ไม่ใช่ปวดที่ขาแต่กำหนดที่หัว มันก็ผิดวิธีการ เพราะถ้ามันเกิดตรงไหนก็ให้กำหนดตรงนั้น เช่นมันคันหูก็ให้กำหนดคันหนอ แต่อย่าไปเกา มันไม่ต้องเกา คันที่หน้าผากก็ไม่เกา นั่นคือเป็นสภาวะการเข้าสมาธิ การขยายตัวของเซลล์ผิวหนัง มันจะขยายออกมา บางครั้งถ้าไม่นั่งในห้องปรับอากาศ เหงื่อไหลซึมออกมา รูขุมขนจะเปิดคลายออกมา เหมือนกับพระเข้าสมาบัติเป็นเดือนๆ พระหายใจทางไหนล่ะ เพราะไม่ใช่หายใจทางจมูก ไม่ได้หายใจทางตัวหรือหายใจทางท้อง แต่เป็นการคลายออกตามรูขุมขนทุกส่วน นั่นคือการเข้าสมาบัติเป็นเดือนได้ โดยไม่ตายเหมือนกับพระปัจเจกพุทธเจ้า โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “อิสระแห่งจิต” เล่ม ๒ หน้า ๒๘- ๒๙ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17 ที่มาของภาพ:วัดป่าเจริญราช