“ ความไม่รู้ในทุกข์ ” อวิชชา คือสภาพปราศจากความรู้ คือไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ในอะไร คือไม่รู้ในทุกข์ คนที่ไม่รู้เรื่องทุกข์คือใคร คือคนบ้า คนปัญญาอ่อน แต่นั่นเขาแสดงถึงความทุกข์อยู่ตลอดเวลา แต่เขาไม่รู้หรอกว่าเขาทุกข์ ความไม่รู้อะไร ไม่รู้ในทุกข์ ว่าทุกข์เป็นยังไง แต่ก็ยังอาศัยทุกข์นั้น ติดทุกข์นั้น เหมือนเรารักษาร่างกาย ใช้ร่างกายอยู่ มันเกิด แก่เจ็บ ตาย มันวนเวียนอยู่ในความทุกข์นี้อยู่มืดอยู่ในความทุกข์ ท่านจึงเรียกว่า “ ตโมตมปรายโน “ มืดมาในชีวิตที่มืดขณะที่อยู่ ตโมตมปรายโน มีชีวิตก็มืด ถามว่าไปแล้วเป็นไง มืดความมืดไปสู่ที่ไหน ไปสู่นรก ต่างกับคนที่ว่า “ โชติ โชติ ปรายโน “ เกิดมาสว่าง มาด้วยบุญกุศล มีอาการ ๓๒ ครบบริบูรณ์ มีมนุษย์สมบัติครบบริบูรณ์ คือ บิดามารดา เลี้ยงดูเราเต็มที่ มีบิดามารดามีทรัพย์ส่งให้มีการศึกษาเล่าเรียน มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง มียานพาหนะเป็นของตนเอง มีคู่ครองเป็นของตนเอง โดยไม่แยกคู่ ไม่แย่งคู่ มีแล้วไม่อาภัพคู่ คู่ไม่ทิ้ง นั่นเขาเรียกว่าผู้มีความสมบูรณ์ในมนุษย์สมบัติ เรียกว่า โชติ โชติ ปรายโน แถมยังเข้าใกล้ศาสนาและเข้าใกล้แล้วยังไม่พอ ยังศึกษาคำสอนในศาสนา เมื่อศึกษาคำสอนศาสนาแล้ว อาศัยศาสนาเป็นที่พึ่งได้ นั่นเขาเรียกว่าโชติ โชติ ปรายโน สว่างมา สว่างอยู่ แล้วก็ย่อมสว่างไปฉันใดก็ฉันนั้น โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “ หัวใจของกรรมฐาน ” หน้า ๑๕๐-๑๕๑ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17 ที่มาของภาพ:ทริปไปไหว้พระเขี้ยวแก้ว ณ.ประเทศศรีลังกา