ภัยในวัฏฏะสงสาร เราต้องให้เห็นอย่างนี้ทุกขณะๆ จึงเรียกว่าเห็นทุกข์ เห็นโทษเห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ตรงนี้โยคีผู้ปฏิบัติคงได้ฟังอาตมาได้กล่าวไปว่า ปเทเสติ คือผู้เป็นพระ ถ้าไม่เป็นพระก็ไม่ได้ชื่อว่า ปเทเสติ คือยังเป็นผู้ปฏิบัติหยาบอยู่ การประพฤติอย่างละเอียดคือมีศีล สมาธิ ปัญญากำหนดรู้ทุกอาการอิริยาบถ เขาเรียกว่า ปเทเสติ ผู้ประพฤติเยี่ยงพระคือมีศีลทั้งภายในภายนอก มีศีลทั้งจิตวิญญาณ เป็นมนุษย์ทั้งความคิดทั้งกาย ทั้งจิตวิญญาณ ความคิดก็คิดอย่างมนุษย์ การกระทำก็กระทำอย่างมนุษย์ มีมารยาทอย่างมนุษย์ จิตที่ตั้งอยู่ก็ตั้งอย่างมนุษย์ และเป็นมนุษย์ผู้เจริญ เป็นมนุษย์ที่อยู่ในประเทศอันควรอันเหมาะคืออยู่ในประเทศที่มีพระพุทธศาสนา มีครูบาอาจารย์ มีพระสงฆ์ มีบิดามารดาคอยสอนแนะนำ นี่คือประเทศที่เหมาะ มีข้าวปลาธัญญาหารให้กิน มีน้ำไว้ดื่ม โดยไม่ขัดสนมากมัจจุมารตัวนี้มันจะคอยมาฉุดกระชากไปตลอดเวลา การเกิด ดับนั้น หากเราเห็นอยู่ด้วยกัน มีสติอยู่เนืองๆอยู่บ่อยๆ เราเชื่อว่าเป็นมัจจุมารที่ตายอย่างอมตะ คือตายแต่ไม่ตาย ได้ปริญญาก่อนตาย คือปรัชญาชีวิต แต่ถ้าเราไม่รู้ เราไปเมืองผีตายแบบหมกไหม้ ทุกข์ทรมานขมขื่น ตายโดยไร้ประโยชน์ ฉะนั้นสิ่งที่จะมีประโยชน์ คือปัจจุบันที่มีชีวิตอยู่ พระพุทธเจ้าจึงเรียกว่ากายทำประโยชน์ให้เกิดพร้อม คือทิฎฐธัมมิกัตถะ คือประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์สุขสามัญที่มองเห็นกันในชาตินี้ที่คนทั่วไปปรารถนา คือมีทรัพย์ เกียรติยศ เป็นต้นประโยชน์เบื้องหน้า คือ สัมปรายิกัตถะ คือประโยชน์ทางจิตใจเจริญงอกงามด้วยคุณธรรมความดี เป็นหลักประกันชีวิตในภพหน้า มีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา ประโยชน์สูงสุดคือ ปรมัตถะ หรือประโยชน์ที่เป็นสาระแท้ของชีวิต รู้แจ้งสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง นั่นคือประโยชน์แห่งนิพพานนั่นเองตรงนี้เองที่มารทั้ง ๕ จะไม่สามารถครอบงำเราได้ง่าย เราก็สามารถขจัดมารออกจากตัวเรา ด้วยการดูจิตดูใจของเรา ถ้าหากเป็นคนไม่มีศีล สมาธิ ปัญญา มารจะมาขย่มทำลายเอาชีวิต ตั้งแต่ต้นจนจบอวสานชีวิตโดยชีวิตไม่มีคุณค่าใดๆ ไม่มีอนุสรณ์เจดีย์ไว้ให้ลูกหลานได้ดูแม้แต่นิดเดียว นั้นเรียกว่าเกิดมาไร้ค่าไม่มีราคา ฉะนั้นเราอย่าให้มารเข้าครอบงำ เราต้องเป็นผู้จัดการมารก่อนที่มารจะมาทำลายชีวิต วิธีการคือ เรามีศีล สมาธิ ปัญญา มีภาวนาปัญญา มีสติภาวนา มีวิตกกะ มีสมาธิจดจ่อกับสภาวะที่เกิด คอยจดจ้องเห็นสภาวะที่เกิดตั้งแต่ต้นจนจบสุดท้าย เราเห็นเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุด วิริยะคือพยายามดู พยายามตามอาการ ตรงนี้เพื่อพัฒนาสติ พัฒนาศีล เป็นสัมมาสติ ขึ้นมาเป็นสังกัปปะ เป็นการดำริที่ดีที่เจริญ สุดท้ายก็สมบุญเกิดปัญญา ตัวปัญญาเป็นการตัดกิเลสและคลายกิเลสลง ในที่สุดเราเกิดจิตพุทธะขึ้น ทั้งที่ยังไม่ตาย เราก็จะพบจุดสูงสุดของอมตะชีวิตที่ไม่ถูกมารเข้าครอบงำ โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “อิสระแห่งจิต” เล่ม ๒ หน้า ๗๑-๗๓ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17 ที่มาของภาพ:โยคีรับฟังเทศนาจากหลวงพ่อช่วงเพล