เอากายมาทำเป็นเรือนบุญ แต่พอเราจะเอาร่างกายมาทำคุณงามความดี มาปฏิบัติธรรมกัน เมื่อจะลุกก็ร้องโอย จะนั่งก็ร้องโอย เหมือนดอกไม้ร่วงโรยไม่มีเกสร ฉะนั้นเมื่อจะเข้าที่นอน ให้นึกถึงคำภาวนา นึกถึงพระทุกขังพระอนิจจัง พระอนัตตา คนเราเกิดมามีแต่จะตายด้วยกันทุกคน ไม่มีใครหลีกหนีความตายไปได้ โยมยายในที่นี้อายุเท่าไรละ ๗๐ ปีแล้วหรือ ถามว่าลุกขึ้นยากไหม เมื่อเวลาจะลุก โยมยายลุกขึ้น ๔ ขาหรือ๒ ขา เอาหน้าขึ้นหรือเอาก้นขึ้นก่อนละ นี่แหละคือ ขันธมาร ที่มันมาคอยเตือนสะกิดอยู่ข้างๆหู หูมันเบาเตือนเราว่า“ขยับแล้วได้ยินไหม”เนื้อหนังหย่อนยานไหม กลายเป็นเฒ่าชะแลแก่ชรา เนื้อหนังหย่อนยานจับกันเป็นก้อน ทั้งที่แต่ก่อนมันเต็งตึงเหมือนผิวแตง แต่เดี๋ยวนี้มันห้อยโตงเตงหย่อนยานไปหมด เพราะเขาเรียกคืนกลับ พญามารเรียก “เอาของฉันคืนมาๆ” มันร้องเรียกเช่นนี้ทุกวัน ดินแดนของมนุษย์อยู่แค่ ๗๕ ปีเท่านั้น เราคอยบวกลบว่า ถ้าอายุ ๗๕ ปีอายุขัยก็สิ้นสุดแล้วใครอายุ ๗๐ ปีก็เหลืออายุอีก ๕ ปีเท่านั้น ชีวิตของเรามันไม่แน่นอนถ้านอนหลับคืนนี้จะมีโอกาสตื่นหรือไม่ ดังสุภาษิตของชาวทิเบตที่มักกล่าวกันทั่วไปว่า “พรุ่งนี้หรือชาติก่อนอะไรจะมาถึงก่อนกัน” หากมันมีโอกาสฟื้นชีวิต เราค่อยพยุงกายกันต่อไป บางคนเดินกะโพลกกะเพลกว่าจะมาถึงห้องประชุม มันแสนยากเย็นเหลือเกิน แต่มันมาด้วยพลังของจิตใจ พอนอนป่วยอยู่บนเตียงพยาบาล เราคิดอยากจะทำบุญก่อนตาย ยกมือท่วมหัวร้อง “สาธุ ๆ เจ้าพ่อเจ้าแม่อย่าให้ฉันตายเลย ฉันยังไม่ได้ทำบุญสร้างคุณงามความดี ยังไม่แจกแจงสมบัติพัสถานให้ลูกหลาน เดี๋ยวมันจะฆ่ากันแย่งสมบัติ” แต่พอหายดีแล้วกลับไม่สนใจเข้าวัด แต่เอากายไปทำบาป นี่คือมารเข้าแทรกครอบงำ ในที่สุดก่อนจะตายก็เลยทุกข์ทรมานขมขื่น ขันธ์ก็ถูกมารเข้าครอบงำแต่อย่างไรก็ตามร่างกายของเราถูกพญามารหรือมารคอยสะกิดคอยเตือนเราทุกครั้งทุกคราว เราต้องมีสติไว้ แต่ถึงแม้เรามีสติล้วก็ตาม แต่ก็ยังถูกพญามารคอยฉุดกลับไปเก็บไว้คอยคนอื่น พอไม่นานนัก เราก็ตายทีละคน เพราะขันธมารตัวนี้มันจะบีบคั้น เมื่อเกิดความทุกข์เข้าทุกข์เข้าก็แตกสลายไป เพราะทนทุกข์ไม่ได้ พอทนทุกข์ไม่ได้ มันก็สลายคือเสื่อมสูญ คือตายแตกดับนับไม่ถ้วน กองเท่าภูเขาเลากา กลายเป็นดิน เป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ให้ต้นพืชมันกิน ต้นไม้มันกิน เขาจึงเรียกว่าสัตว์กินพืชยืดชีวิต คนก็ไปกินสัตว์อีกต่อ โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “อิสระแห่งจิต” เล่ม ๒ หน้า ๕๓-๕๕ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17