บางทีเห็นเฉพาะการเกิด ไม่เห็นการดับของรูปนาม บางทีเห็นสภาวะอาการของภาวะรูปนามเป็นสิ่งที่น่ากลัว บางทีเห็นสภาวะของรูปนามเป็นสิ่งที่สั้น แวบเดียวชีวิตจบแล้ว จบลงไปแล้ว มันแวบขึ้นมาที่ใจหมดแล้ว อุปมาเหมือนดั่งน้ำค้างบนยอดหญ้าเมื่อยามเช้า พระอาทิตย์ส่องมาปุ๊บ มันก็ละลายไปทันทีเลย ชีวิตมันสั้นขนาดนั้น เห็นสาระแก่นสารว่าเป็นสาระ เห็นอสาระ ว่าไม่เป็นอสาระ คือ เห็นความจริงว่าเป็นความจริง เห็นความดีว่าเป็นความดี เห็นความดีว่าไม่ใช่ความจริง ความจริง ความดีชั่วไม่มี มีแต่ภาวะจิตที่เราบริสุทธิ์ ดีชั่วเรากำหนดขึ้นมา สมมุติกันขึ้นมาเอง แต่จิตนั้นมันไม่ดีไม่ชั่ว แต่มันไปหมกมุ่นอะไร มันก็จะไปตกอยู่ตรงนั้น ท่านเรียกว่า กรรมอารมณ์ พอกรรมอารมณ์ ก็เป็น กรรมนิวรณ์ อาลัยอาวรณ์อยู่ในจิต จิตอาวรณ์นั่นเอง มันก็ฝังรากลึก “โอ...เค้าตายไปสิบปีแล้ว โอย..” นึกถึงเขาอยู่นั่นแหละ พิราบรำพัน พูดอยู่นั่นแหละ นั่นคือ จิต หรือออกมาใหม่ก็นึกถึง นั้นสภาวะของจิต นั้นจึงว่าให้มา มาระลึกรู้ ปัญญาเห็นชอบ เห็นอะไร เห็นสติปัฏฐานทั้ง ๔ เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม เห็นธรรมในธรรม สภาวธรรมที่เกิดขึ้นกับใจ และอาการที่มันผุดรู้สึกขึ้นทางใจ ธรรมในธรรม เห็นอาการที่เกิดขึ้นในใจ ที่จะเห็นสภาวะความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ใจ ต่างกันนะ โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากธรรมบรรยายในโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อ ครั้งที่ ๘๓ วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๙ สนใจดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/youtube.php ที่มาของภาพ:ประเทศอินเดีย