มีโยมคนหนึ่ง อาม่าอายุแกได้เก้าสิบกว่าปีแล้ว แต่เป็นคนที่จิตใจดี ทำบุญใส่บาตรทุกวัน อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่จังหวัดปทุมธานีนี้แหละทำบุญใส่บาตรทุกวันอยู่คลองสอง วันนั้นแกหลับวู๊ปไป ลูกชายก็วิ่งมา หลวงพ่อๆช่วยหน่อยๆแม่ผมตาย เอ้าตายแล้วจะช่วยอะไรได้โยม หลวงพ่อช่วยแผ่เมตตาให้หน่อย จะแผ่ยังไง อาตมาก็เอ้าแผ่ก็แผ่ คนตายแล้วบางทียังมีบุญต่อกัน แกใส่บาตรแกเคยไปทำบุญด้วย ก็เลยนั่งสมาธิ แผ่ เมตตาให้แก แผ่ไปประมาณสักชั่วโมงหนึ่ง แล้วคราวนี้ แกกลับไปแม่แกฟื้นกลับคืนมา แกบอกหลวงพ่อๆ หลวงพ่อไปพามาช่วย นั้นเขามีบุญบางคนไปเรียกก็ไม่ลุกปลุกก็ไม่ตื่น ยื้อกันแย่งกันก็ไม่มา นั่นคือภาวะของจิตที่สะสมพลังอำนาจของบุญไว้เมื่อสะสมไว้เขาช่วยนิดหน่อยก็ช่วยได้ เหมือนเด็กเรียนหนังสือเรียนพร้อมแล้ว เอ๋ มันติดใจอยู่ข้อหนึ่ง อาจารย์แนะนิดเดียว มันเข้าใจเลยบุญก็เช่นเดียวกัน กุศลผลบุญ การทำบำเพ็ญกรรมฐานก็เช่นเดียวกันอาม่าแกพูดไทยก็ไม่ได้ สวดมนต์ไทยก็ไม่ได้ แกมาสวดได้แต่ นะโมๆ แค่นี้ก็กลับคืนมา แข็งแรงปกติ กับสามีของแกนั่งนับแต่เงินทุกเย็นๆ วันนี้ได้เท่าไหร่โยม วันนี้ได้ห้าล้าน วันพรุ่งนี้ได้เท่าไหร่ วันพรุ่งนี้คงจะได้สักสิบล้าน นับเงินเป็นล้านๆ สุดท้าย รับประทานอาหารรับประทานไปหลับปุ๋ยไปเลย ลูกชายก็ไม่อยู่ ลูกสาวก็ไม่อยู่ คนงานก็ไม่เห็น ตายแหงแหกข้าวเต็มปากเลย เห็นไหมนิดเดียวเวลาหายใจ บุญก็ไม่ช่วย คนก็ไม่อยู่นั่นเห็นไหม บุญไม่มี บุญมันหมด คนงานเยอะแยะไม่มีใครเห็น ภรรยาก็ไม่อยู่ ลูกสาว ลูกชายหกคนก็ไม่มีใครเห็นสักคน ทั้งๆที่มีเงินเป็นล้านๆ เกือบเป็นร้อยล้านก็ว่าได้ นี่เพราะบุญกุศลไม่ต่อกำไรให้ชีวิต สุดท้ายพระยามัจจุราชก็เลยพิชิตทันทีเลยตาย คือไม่มีทาง ไม่เห็นมรรค ฉะนั้นทุกข์ในอริยสัจสี่เป็นสิ่งที่ปรากฏเป็นธรรมอันสูงยิ่งเมื่อผู้ใดประพฤติปฏิบัติได้แล้วเข้าถึงสภาวะเป็นพระอรหันต์ พระภิกษุสมัยก่อนฟังธรรมอริยสัจสี่จบลงไปได้เป็นพระอรหันต์ ทุกคนได้ยินจบลงไปได้เป็นพระอรหันต์ หรือได้ดวงตาเห็นธรรม โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท) จากหนังสือ “หัวใจของกรรมฐาน” หน้า ๑๒๕ - ๑๒๖ สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/home/medial.php?prid=17