ฉะนั้น ท่านจึงว่า ให้มีสติเห็นการแยกรูป แยกนาม รูป อาการปวดเป็นอะไร เป็นรูป ใจที่เห็นว่ามันปวดหนะ ที่รู้ว่าปวดเป็นนาม สภาวะรูปและนามเกิดขึ้นและมันแยกกันตอนไหน มันแยกกันตอนไหน ที่เรานั่งพองหนอ ยุบหนอ ปวดหนอเนี่ย มันแยกออกไปตอนไหน ถ้าเรามีสติเห็นการแยกของมันซึมออกไป นั่นแหละนามรูปปริจเฉทญาณ ญาณที่ ๑ เราได้แล้วในวิปัสสนาญาณ ๑๖ แต่ถ้าเราไม่ได้หละ มันเป็นสมาธิอยู่ วันนี้ก็บางคนก็ยังไม่เป็นสมาธิ เป็นนิดๆหน่อยๆ เป็นขณิกสมาธิ นั่งปื๊บ พองหนอ ยุบหนอ นิ่ง นิ่ง ๓ นาที นิ่ง ๕ นาที นอกนั้นมันเป็นลิงไปเลย กระโจนโลดเล่นไปสารพัดที่ ลิงไม่ใช่ลิงธรรมดานะ ลิงทโมนเลยนะ กระโดดไปแล้วบอก หยุดหนอๆ มันยังกระโดดไปอีก นั่น มันไม่ฟัง นี่ลิงทโมน ลิงแสมถ้าบอกหยุดหนอ มันยังหนีไปที่อื่น นั้นคือ ภาวะของจิต ขณะนั้น มันหยุดหนอ จิตมันไป มันไปตอนไหน มันออกไปตอนไหน ตรงที่จิตมันไปวับนั้นแหละ นั้นเป็นสภาวะรูป และเป็นสภาวะนาม ถามว่า เราเห็นไหม ไม่เห็น ทำไมถึงไม่เห็น ปัญญามันยังไม่เกิด สติมันอ่อน ปัญญามันจึงยังไม่เกิด ถ้าเราเห็นเป็นยังไง พอเห็นจิตมันวูบไป เรารู้เห็นทันที ไปขณะพองหรือยุบ ไปขณะ พุท หรือ โธ นั่นเรารู้ สติรู้ทันตรงนั้น พอสติรู้ทันอย่างนั้น จึงเรียกว่า ปัจจุบันอารมณ์ กำหนดหรือภาวนาได้ปัจจุบันอารมณ์ เมื่อได้ปัจจุบันอารมณ์ จิตจะสงบ จิตจะสงบเป็นสมาธิ ลึกลงไปอีก เราก็จะเห็นสภาวะจิตของตัวเอง เห็นสภาวะรูป นามจิต รูปมจิต มาแล้วคราวนี้

โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท)

จากธรรมบรรยายในโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อ ครั้งที่ ๕๗/๖ วันที่ ๖ มี.ค. ๒๕๕๗
สนใจดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=z0VbRQuad88
ที่มาของภาพ: ธรรมะสัญจร ประเทศอินเดีย