นามจิต คือ ความรู้สึกแว้บๆ ความรู้สึกหวิวๆ ความรู้สึกว่า มันกำลังเคลิ้มอยู่ นี่นามจิต บางอันมันไม่รู้สึกเลยรูปมจิต มันเห็นแต่จิต วูบ ไปไหน กลับไปบ้าน ไปทำอะไร ไปหาลูก ไปทำอะไร ไปหาแฟน หนะ มันไปเต็มๆ มันหยาบๆไปเลย นั้นในลักษณะของรูปมจิต ไปหารูปที่เราชอบ ไปหารูปที่เราชอบ เรียกว่า รูปนอก รูปในที่นั่งอยู่นี่หละได้ดูไหม ไม่ได้ดูเลย ไม่ได้ดูเลย มันดูแต่รูปนอก นึกคิดเอา บางทีคิดหนักเข้าไปอีก แหมเรามานั่งกรรมฐาน ไม่มาเยี่ยมเราเลย สงสัยไปหา อีหนูที่ไหนอีกไม่รู้ หนะ คิด ตัวจิต รูปจิต จินตนาการไปสร้างทุกข์ ถ้าหนักเข้าไปนั้น หนักเข้าไปนั้นกว่าเดิมอีก หนักไปเลย คราวนี้ยิ่งคิดหนัก แหม ไหนบอกจะมาเยี่ยมวัน ๒ วัน มาส่งเรา ปล่อยเราไว้ทิ้งเลย ไม่ใส่ใจเลย หนะ มันเริ่มพิไรรำพัน มันกลับไปสู่ความโศกเศร้า เรียกว่า กลับ ย้อนหมุนกลับไปสู่วัฏทุกข์ ท่านเรียกว่า วัฏทุกข์หรือวัฏสงสาร ฉะนั้นท่านว่า มีสติ ให้สำรวม ให้สำรวม สัมมปธานติจักขุ ให้รู้จักสำรวมอินทรีย์ พยายามเวลาเดินมองต่ำ ไม่ใช่เชิดหน้า ให้ยืนตรงแต่ทอดสายตาลง ไม่ต้องไปมองเท้า เวลาเดินให้จิตจับที่เท้า สัมผัสรู้ สัมผัสในสภาวะ เมื่อเรารู้อย่างนี้ ก็เห็นรูปนามๆเกิดดับๆ สัมผัส เกิดดับ จึงเรียกว่า ได้ญาณ ญาณ แปลว่า รู้ ญาณะ ญา ตัว ญ หญิง สระอา ท่านแปลว่า ยา พูดคำว่ายาเป็นต้นรากศัพท์ แปลว่า รู้ ยาธาตุ แปลว่า ธาตุรู้ ในภาษาบาลี รู้อะไร รู้ว่าสติเรามี รู้ว่าเผลอสติ รู้ว่าปวด ปวดเป็นยังไง รู้เข้าไปอีกในความปวด รู้ว่าหนัก หนักเป็นยังไงในร่างกายที่หนัก เบาเป็นยังไงในร่างกายที่เบา

โอวาทธรรม พระครูปทุมภาวนาจารย์ วิ. (หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท)

จากธรรมบรรยายในโครงการพัฒนาจิตเพื่อพ่อ ครั้งที่ ๘๓ ( ๗ ส.ค.๕๙)
สนใจดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpacharoenrat.org/youtube.php
ที่มาของภาพ: โรงอุโบสถวัดป่าเจริญราช